LTF หรือ RMF?

LTF หรือ RMF? คำถามสำคัญสำหรับมือใหม่

          เผลอไปแค่อึดใจเดียว เวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงครึ่งปีแล้ว และคงอีกแค่อึดใจเดียวก็คงจะสิ้นปีไปตามระเบียบ แน่นอนว่าพูดถึงปลายปี เรื่องที่มนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ไม่เคยพลาดนั่นคือการวางแผนประหยัดภาษี ไลน์กลุ่มในห้องสารพัดเพื่อนก็จะเริ่มดังว่าซื้อกองทุนรวม LTF หรือ RMF ไหนดี สำหรับมือโปรก็คงจะเริ่มเลือกกองทุนได้เลย แต่สำหรับมือใหม่หลายคนอาจจะงงตั้งแต่คำถามว่าตัวเองนั้นเหมาะกับ LTF หรือ RMF มากกว่ากัน วันนี้เราจึงมีหลักคิดง่ายๆ เพื่อตัดสินใจว่าตัวเราเองเหมาะกับ LTF หรือ RMF GOFX

LTF หรือ RMF?

 LTF กับ RMF คืออะไร?

          LTF (Long Term Equity Fund) หรือกองทุนรวมหุ้นระยะยาว คือกองทุนรวมที่จัดตั้งขึ้นเพื่อลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้นไทย โดยผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากกรมสรรพากร เมื่อลงทุนระยะยาวจนครบระยะเวลากำหนดซึ่งปัจจุบันอยู่ในกรอบระยะเวลา 7 ปีปฏิทิน เทรดเงิน

          RMF (Retirement Mutual Fund) หรือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ คือกองทุนรวมเพื่อการลงทุนระยะยาวไว้ใช้จ่ายยามเกษียณอายุ โดยผู้ที่ลงทุนตามเงื่อนไขที่กำหนดก็จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีคล้ายคลึงกับ LTF แต่ RMF จะมีกรอบระยะเวลาการลงทุนที่ยาวนานกว่า คือจะถอนเงินลงทุนได้เมื่ออายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีและถือหน่วยการลงทุนมาไม่ต่ำกว่า 5 ปี นอกจากนี้ยังต้องทยอยลงทุนทุกปีโดยหยุดลงทุนได้ไม่เกินปีเว้นปี MO.BET

          สรุปภาพรวม คือ LTF และ RMF คือกองทุนรวมที่มีสิทธิประโยชน์ทางภาษีแถมมากับการลงทุนด้วย ดังนั้น กองทุนรวมเหล่านี้จึงเป็นที่นิยมสำหรับมนุษย์เงินเดือนมาก เพราะนอกจะได้ลงทุนเพื่อเพิ่มพูนความมั่งคั่งแล้ว ยังได้ผลประโยชน์ทางภาษีและการลงทุนต่อที่สองอีกด้วย

แล้วคนอย่างเราเหมาะกับ LTF หรือ RMF กันแน่? 

          ลองพิจารณาคำถามทั้ง 5 ข้อนี้ เมื่ออ่านจบ สิ้นปีนี้เราอาจจะไม่ต้องลังเลยามจะเลือกซื้อ LTF และ RMF อีกต่อไป

  • คุณได้รับประโยชน์จากสิทธิลดหย่อนภาษีหรือไม่

          จากข้อมูลกรมสรรพากรสำหรับการเสียภาษีเงินได้ปี 2560 (ยื่นแบบภาษีปี 2561) ผู้ที่มีเงินได้สุทธิ 0 – 150,000 บาทจะเสียภาษีที่อัตรา 0% (เท่ากับไม่เสียภาษี) ในกรณีที่เป็นผู้ได้รับเงินเดือนจะสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท (เงินได้ประเภทอื่นขึ้นกับกฎหมายประกาศ) และได้รับค่าลดหย่อนอีกคนละ 60,000 บาท สรุปได้ว่ามนุษย์เงินเดือนจะเริ่มเสียภาษีเมื่อมีเงินได้ตั้งแต่ 310,000 บาทต่อปีขึ้นไป หรือเทียบเท่าประมาณ 25,833 บาทต่อเดือน

          หากรายได้ไม่ถึง 310,000 บาทต่อปี เราก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องซื้อ LTF และ RMF เนื่องจากเราจะไม่ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่หากเราลงทุนผิดไปจากเงื่อนไข เช่น ขายหน่วยลงทุนก่อนระยะเวลาเงื่อนไข เราจะต้องเสียค่าปรับให้กรมสรรพากรอีกด้วย ดังนั้น หากต้องการลงทุน เราก็ควรจะซื้อกองทุนรวมที่ไม่มีเงื่อนไขทางภาษีแทน เพื่อความยืดหยุ่นในการลงทุน และไม่ต้องมากังวลปัญหาเรื่องภาษีในภายหลัง

  • คุณสนใจลงทุนในสินทรัพย์ประเภทไหน

          หากเราสนใจลงทุนในหุ้นไทยเป็นหลัก เราจะสามารถเลือกลงทุนได้ทั้ง LTF และ RMF แต่ถ้าเราสนใจลงทุนในสินทรัพย์อื่น เช่น อสังหาริมทรัพย์ ตราสารหนี้ หุ้นต่างประเทศ เราจำเป็นต้องลงทุนใน RMF แทน เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้ LTF ลงทุนในหุ้นไทยไม่ต่ำกว่า 65% ของทรัพย์สินกองทุนรวม ทำให้นโยบายการลงทุนของ LTF มุ่งไปที่หุ้นไทยเพียงอย่างเดียว ดังนั้นหากเราสนใจลงทุนในสินทรัพย์อื่นเป็นหลักนอกจากหุ้นไทย RMF จึงเป็นทางเลือกในการลงทุนของเรา

LTF หรือ RMF?
  • คุณรับความเสี่ยงได้มากแค่ไหน

          อย่างที่เล่าว่า LTF จะลงทุนในตลาดหุ้นไทยเป็นหลัก ทำให้ในภาพรวม LTF มีความผันผวนสูงกว่า RMF ตามธรรมชาติของสินทรัพย์ เนื่องจากหากเราเป็นนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อย เราอาจเลือกลงทุนในตราสารหนี้ ตลาดเงิน หรืออสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะต้องลงทุนผ่าน RMF เป็นหลัก แต่อย่างไรก็ตาม LTF ก็ถูกบังคับให้ต้องถือยาวไม่ต่ำกว่า 7 ปีปฏิทิน ดังนั้น ปัญหาเรื่องความผันผวนของสินทรัพย์อาจจะต่ำลง เพราะโดยธรรมชาติ การลงทุนระยะยาวมักจะมีความผันผวนต่ำกว่าระยะสั้นเสมอ

  • คุณลงทุนได้ระยะยาวแค่ไหน

          หากเราสามารถลงทุนได้ในระยะยาวมาก คือถือหน่วยลงทุนได้จนถึงอายุ 55 ปีและไม่ต่ำกว่า 5 ปี RMF จะเหมาะสมกับเรามากกว่า เพราะมีนโยบายการลงทุนที่หลากหลาย รวมไปถึงการบังคับลงทุนระยะยาวจะสร้างวินัยทางการเงินได้ดีกว่าอีกด้วย แต่ถ้าหากเราไม่สามารถถือลงทุนได้ยาวนานขนาดนั้น เช่น ใน 10 ปีข้างหน้ามีแผนจะใช้เงินก้อนซื้อบ้าน ระยะเวลา 7 ปีของ LTF ดูจะเหมาะสมกว่า เนื่องจากไม่ได้บังคับให้ถือยาวจนอายุ 55 ปี

  • คุณมีเงินลงทุนสม่ำเสมอแค่ไหน

          เนื่องจาก RMF มีกติกาให้ลงทุนอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่าปีเว้นปี ดังนั้น หากเรามีเงินลงทุนไม่สม่ำเสมอ เช่น อนาคตมีโอกาสจะลาออกจากงาน หรือมีแผนจะไปอยู่ต่างประเทศเป็นเวลาหลายปี การซื้อหน่วยลงทุนต่อเนื่องอาจเป็นเรื่องลำบาก การซื้อ LTF ครั้งเดียวแล้วถือ 7 ปีจึงอาจจะเป็นคำตอบที่ดีมากกว่า นอกจากนี้ LTF ยังมีข้อดีว่าหากเราไม่มีเงินก้อนใหม่เข้ามามากพอ เราก็สามารถขาย LTF เก่าเมื่อครบกำหนดระยะเวลาแล้วเพื่อซื้อ LTF ก้อนใหม่ ซึ่งก็จะให้ประโยชน์ทางภาษีเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ข้อกำหนดลงทุนของ RMF ก็ไม่ได้ถือว่าสูงจนน่ากังวล เนื่องจากกำหนดไว้ว่าต้องลงทุนขั้นต่ำ 3% ของเงินได้ ในแต่ละปีหรือ 5,000 บาท แล้วแต่ว่าจำนวนใดจะต่ำกว่า ถ้าเทียบจากฐานเงินเดือนแล้ว เราก็น่าจะหามาลงทุนให้ไม่ผิดข้อกำหนดได้ในสถานการณ์ที่ฉุกเฉิน

          “กองทุนรวมก็เหมือนเสื้อผ้ารู้ไหม? ถึงรูปทรงสีสันจะถูกใจแค่ไหน แต่ถ้าขนาดไม่ใช่ ใส่ไปมันก็ไม่สบายตัว”

          หลักคิดทั้ง 5 ข้อนี้คือหลักการเบื้องต้นในการเลือก LTF และ RMF ที่เราแนะนำให้คนรอบตัวใช้เป็นประจำ เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่มักมองข้ามขั้น โดยหันไปเลือกเลยว่าตนเหมาะกับกองทุนรวมกองไหน จนบางครั้งก็ลืมถามตัวเองไปว่าเราเหมาะกับ LTF หรือ RMF มากกว่ากัน

ซื้อถือยาว VS เก็งกำไรระยะสั้น

“ซื้อถือยาว VS เก็งกำไรระยะสั้น” กลยุทธ์ที่ควรใช้ในยามที่ตลาดผันผวน

ซื้อถือยาว VS เก็งกำไรระยะสั้น

          ในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลนี้ นักลงทุนทุกท่านคงทราบกันดีอยู่แล้วว่ามีความผันผวนที่ค่อนข้างสูง ยกตัวอย่างเช่น บิทคอยน์ (Bitcoin) หนึ่งในสกุลเงินที่มีความผันผวนที่สุดตัวหนึ่งโดยมีการสวิงของราคาสูงสุดและต่ำสุดในหนึ่งวันมากจนน่าตกใจ ด้วยการผันผวนอย่างรุนแรงแบบนี้ทำให้นักลงทุนไม่ว่าจะระยะสั้นและระยะยาวอาจเกิดการขาดทุนได้อย่างง่ายดาย ดังนั้น พวกเราทุกคนก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนควรพิจารณาและวิเคราะห์รวมถึงใช้ความอดทนในการลงทุน อีกทั้งยังต้องวางแผนการลงทุนอย่างรอบคอบ โดยมีขั้นตอนทั้งหมด ดังนี้ GOFX

4 ขั้นตอน เพื่อช่วยให้กระบวนการตัดสินใจมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น

  1. เข้าใจและตีความแนวโน้มให้ออก : ซึ่งความเข้าใจจะนำไปสู่ประสบการณ์และการตัดสินใจที่รอบคอบ
  2. การฝึกฝนความอดทนในการถือทรัพย์สินดิจิทัลเพื่อที่จะได้รับการปันผลในอนาคต
  3. ทำความเข้าใจความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นให้ถ่องแท้
  4. กำหนดแผนการลงทุนไว้ล่วงหน้าและเตรียมทางออกหากทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผน เทรดเงิน

มาลองทำความเข้าใจคำว่า HODLING , Buy and Hold , หรือซื้อและถือครอง

          ตามพจนานุกรมสมัยใหม่ คำว่า HODLING มีความหมายว่า “​การถือครองทรัพย์สินที่มูลค่าจำนวนหนึ่ง” เช่น หุ้น, สกุลเงินดิจิทัล โดยเฉพาะบิทคอยน์ คำศัพท์ดังกล่าวถูกกล่าวขึ้นครั้งแรกโดย GameKyuubi บนกลุ่มผู้ลงทุนบิทคอยน์ เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2013 ในหัวข้อเรื่อง “I AM HODLING” ซึ่งได้ตีแผ่ความเป็นจริงให้กับทุกท่านที่จะยึดเป็นแบบอย่างในการลงทุนที่มีลักษณะการซื้อๆ ขายๆ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ไม่ว่าแต่ละคนจะเรียกชื่อมันว่าอย่างไร แต่ในความหมายก็จะยังคงเหมือนเดิมทุกอย่าง MO.BET

เข้าใจและตีความแนวโน้มให้ออก : ซึ่งความเข้าใจจะนำไปสู่ประสบการณ์และการตัดสินใจที่รอบคอบ

          ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนอะไรสักอย่าง ประการแรกคือ คุณต้องทำความเข้าใจกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ผู้คนมากมายประสบกับปัญหาในการลงทุนเพียงเพราะเขาเหล่านั้นใช้ความรู้สึกมากกว่าเหตุผลในการตัดสินใจ ตลอดเวลาที่ผ่านมาพวกเขาลงทุนด้วยความโลภความกลัว ซึ่งนั่นจะนำพาไปสู่การขาดทุนครั้งใหญ่

          แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าคุณเป็นนักลงทุนที่มีประสบการณ์พอสมควร คุณจะรู้ดีว่า อย่าเสี่ยงจนเกินตัวหรือเอาไข่ทั้งหมดใส่ไว้ในตะกร้าใบเดียว ดังนั้น คุณควรที่จะใช้เวลาส่วนใหญ่ของเราไปกับการวิเคราะห์การลงทุนมากกว่าการตัดสินใจลงทุน

          ควรทำความเข้าใจและวิเคราะห์ความเป็นไปของตลาด เข้าใจว่าอะไรเป็นตัวแปรที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของราคาในอนาคต ตัวอย่างเช่น คุณจะลงทุนด้วยเงินทั้งหมดที่คุณมี ในขณะที่ตอนนั้นราคาสินทรัพย์ดิจิทัลผันผวนมาก ราคาวิ่งในกรอบ 20,000 – 7,000 US หากถามว่าคุณคิดจะลงทุนในตอนนี้ไหม หรือจะบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างไร ก็จะมีคนที่เลือกที่จะรอให้ทุกอย่างเริ่มดูดีก่อนค่อยเข้าไปลงทุน แต่สำหรับนักลงทุนใจกล้า คือกล้าได้กล้าเสียก็มองว่านี่คือโอกาสรวยของเราแล้วนะ รีบฉวยโอกาสนี้เลยดีกว่าโดยที่ไม่สนใจปัจจัยอะไรทั้งสิ้นและการลงทุนด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผลแบบนี้ มักจะเป็นต้นเหตุของการหมดตัวในภายภาคหน้า ฉะนั้นอย่าใส่ไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียวเลยครับ

การฝึกฝนความอดทนในการถือทรัพย์สินดิจิทัลเพื่อที่จะได้รับการปันผลในอนาคต

          ปัจจุบัน เราอาศัยอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยผู้คนที่ต้องการความรวดเร็วแบบทันทีทันใด  BTC, ETH, Litecoin, XRP และ EOS ล้วนแล้วแต่มีความผันผวนทั้งนั้น ดังนั้น หากเราพิจารณาแล้วรอจังหวะเวลาอีกสักนิด เราอาจจะได้ราคาที่ดีกว่าเดิมก็เป็นได้ อย่างไรก็ตาม หากคุณถือสินทรัพย์ทีมีโอกาสเติบโตในระยะยาวและฝึกฝนความอดทนในการลงทุน ในขณะเดียวกันที่คุณเริ่มจะเข้าใจสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น ผลลัพธ์ของการลงทุน ก็จะเป็นไปได้ตามที่คาดไว้แน่นอน ยกตัวอย่างเช่น บิทคอยน์​ (Bitcoin) ราคาสามารถผันผวนได้สูงสุดต่ำสุด ±1500 USD ภายในหนึ่งวัน ยิ่งระดับความผันผวนราคาสูงขึ้นเท่าใด ความเสี่ยงก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม หากคุณได้สังเกตความแปรปรวนของราคาบิทคอยน์ โดยเฉลี่ยในช่วงเวลา 30, 60 หรือ 120 วัน ย้อนหลัง ความผันผวนแทบจะไม่ต่างกันเลย ดัชนีความผันผวนของบิทคอยน์ในระยะเวลา 30 วัน สามารถวัดค่าดัชนีความผันผวนได้เพียง 2.82% ในขณะที่ดัชนีความผันผวนของบิทคอยน์ในระยะเวลา 120 วัน เพิ่มขึ้นเป็น 3.31% ตาม bitvol.info ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องที่ดีหากจะลงทุนในภาวะแบบนี้โดยขาดความรู้ที่ดี หรืออีกวิธีหนึ่ง คุณสามารถเรียนรู้ตามคำกล่าวอย่างหนึ่งที่เช็คสเปียร์บอกว่า “ผู้ที่ไม่มีความอดทน ช่างเป็นผู้ที่น่าเวทนายิ่งนัก”

ทำความเข้าใจความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นให้ถ่องแท้

          ในขณะที่คุณกำลังศึกษาและสนใจเกี่ยวกับการลงทุน หากคุณได้ลองศึกษาและสังเกตความเป็นไปของตลาด ขณะที่ราคาของสินทรัพย์ดิจิทัลเกิดความผันผวนมากขึ้นแปลว่านักลงทุนมีความเสี่ยงสูงขึ้น และคุณพบว่าตัวเองอยู่ในสถานะที่ติดลบหรือขาดทุน คุณมีวิธีการวัดและประเมินความสูญเสียของคุณอย่างไร? คุณสามารถลงทุนเพิ่มเพื่อปรับความเสียของหายของพอร์ตการลงทุนได้หรือไม่? คุณสามารถตั้งเป้าหมายโดยมีกลยุทธ์แบบนี้ได้หรือไม่แต่ท้ายที่สุด วิธีการลงทุนที่ดีทีคือ คือการไม่ลงทุนแบบเทหมดหน้าตักจนหมดตัว

          การทยอยลงทุนเพิ่มอย่างสม่ำเสมอหรือการซื้อถัวเฉลี่ยต้นทุนเป็นวิธีการที่ดีที่สุดสำหรับการลงทุน โดยเฉพาะในกับสภาวะตลาดที่มีความผันผวนแบบนี้ การรวมกลยุทธ์นี้เข้ากับกลยุทธ์การลงทุนอื่นๆ จะช่วยให้การลงทุนมีความผันผวนของพอร์ตที่น้อยลงไม่ว่าราคาจะเป็นขาขึ้นหรือขาลง

กำหนดแผนการลงทุนไว้ล่วงหน้าและเตรียมทางออกหากทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผน

          หากคุณทำการศึกษา ค้นคว้า และวางแผนการลงทุนอย่างดีแล้ว 3 สิ่งนี้จะเป็นตัวช่วยให้คุณรับมือกับความกังวลในเรื่องความผันผวนของราคาของคริปโตเคอร์เรนซีได้อย่างที่คุณไม่คาดคิด

          เพื่อหลีกเลี่ยงการ panic ในความผันผวนของราคาของคริปโตเคอร์เรนซี เราขอแนะนำให้คุณเขียนแผนกลยุทธ์การลงทุน โดยทำการสังเกต และติดตามการเคลื่อนไหวของราคาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสิ่งนี้จะทำให้คุณอ่านเกมส์กลยุทธ์การลงทุนออก โดยไม่ตื่นตระหนก และไม่เกิดคำถามว่าอะไรคือกลยุทธ์การลงทุนของคุณตั้งแต่แรกกันแน่ นอกจากนี้ การที่คุณมีแผนกลยุทธ์ล่วงหน้าก่อนการลงทุน จะทำให้คุณทราบว่า คุณจะรับมืออย่างไรกับวัฏจักรของราคาที่เกิดขึ้น ณ ขณะนี้ และควรที่จะ take actions โดยการเปิด position ใหม่ หรือซื้อเพิ่มเข้าไปใน portfolio ของคุณ

          ณ ปัจจุบัน การพัฒนาและความเข้าใจในเรื่องของคริปโตเคอร์เรนซีนั้นสูงขึ้นมาก ทำให้โอกาสในการลงทุนในคริปโตสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งทางบริษัท Zipmex เล็งเห็นว่า จำนวนวอลุ่มการซื้อขายคริปโต มีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย Top 5 เหรียญคริปโตเคอร์เรนซีที่มีการเทรดมากที่สุด คือ Bitcoin, Ethereum, EOS, Litecoin และ Ripple

 
การซื้อขายสัญญา Futures ในตลาดคริปโต

ทำความรู้จักกับการซื้อขายสัญญา Futures ในตลาดคริปโต

          ในตอนนี้มีหลายหลายคนอาจเคยได้ยินเรื่องการซื้อขาย Bitcoin Futures บน GOFX มาบ้าง แต่ก็งงอยู่ว่ามันคืออะไรกันแน่ วันนี้เราจะมาแนะนำให้รู้จักการทำกำไรในตลาด Bitcoin รวมถึงเหรียญ Altcoins อื่นๆ ไม่ว่าราคาเหรียญจะขึ้นหรือลงก็ตาม เราก็สามารถทำกำไรได้จากตลาดนี้ได้ ผู้เขียนได้เลือกเว็บเทรด GOFX ซึ่งเป็นเว็บเทรดคริปโตที่มาแรงในขณะนี้ เป็นตัวอย่างให้เราได้เรียนรู้ไปด้วยกัน GOFX

การซื้อขายสัญญา Futures ในตลาดคริปโต

          ในตลาดคริปโต Futures เป็นตลาดสำหรับซื้อขายสัญญาล่วงหน้าซึ่งอ้างอิงกับราคาเหรียญคริปโตในตลาดโดยปกติสัญญา Futures จะมีอยู่ 2 ประเภท ให้ทำการซื้อขาย ได้แก่ เทรดเงิน

          1.สัญญาประเภท Long สัญญาที่จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น เมื่อราคาอ้างอิงของเหรียญสูงขึ้น แต่สัญญานี้จะมีมูลค่าลดลง หากราคาอ้างอิงของเหรียญลดลง

          2.สัญญาประเภท Short สัญญาที่จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น เมื่อราคาอ้างอิงของเหรียญลดลง แต่สัญญานี้จะมีมูลค่าลดลง หากราคาอ้างอิงของเหรียญเพิ่มขึ้น

          ในที่นี้ซึ่งนั่นหมายความว่า เราสามารถทำกำไรได้แม้ราคาเหรียญคริปโตในตลาดตกลงก็ตาม ด้วยการซื้อสัญญาประเภท Short แต่หากเราคาดการณ์ผิดทาง ราคาเหรียญวิ่งสวนทางกับประเภทสัญญาFutures ที่เราซื้อ เราก็มีโอกาสขาดทุนได้มหาศาลเช่นกัน ดังนั้นตลาดคริปโตFutures จึงเป็นตลาดที่มีความเสี่ยงสูงมาก นอกจากนี้เรายังสามารถปรับค่าleverage ของสัญญาได้ เพื่อเร่งอัตราคูณของจำนวนสัญญาสำหรับการทำกำไร(หรือขาดทุน)ในสัญญาที่ทำการซื้อขาย นักเทรดมือใหม่ควรพิจารณาจำนวนleverageที่ใช้อย่างระมัดระวัง MO.BET

การซื้อขายสัญญา Futures ในตลาดคริปโต

          ใน GOFX Futures เราสามารถปรับค่า Leverage ของสัญญาได้สูงสุดถึง 125X นั่นหมายความว่าเราสามารถใช้เงิน $20 ซื้อขายสัญญา Futures จำนวนสูงสุดได้ถึง $20 x 125 = $2,500 เลยทีเดียว แต่โดยปกติจะไม่ค่อยมีใครซื้อขายสัญญาที่ค่า Leverage สูงขนาดนี้ เพราะถ้าราคาเหรียญวิ่งสวนทางกับสัญญาที่เราซื้อขายมา มีโอกาสสูงมากที่สัญญาของเราจะถูกระบบทำการ liquidation (บังคับปิดสัญญาแบบขาดทุน) ได้ง่ายกว่าค่า Leverage ที่ต่ำกว่า โดยปกตินักเทรดส่วนมากจะเซ็ตค่า Leverage นี้อยู่ประมาณ 4x – 20

          มาดูกันว่ามี order types ประเภทใดบ้างและจะใช้เมื่อใด

การซื้อขายสัญญา Futures ในตลาดคริปโต

          โดยLimit : limit orderคือคำสั่งซื้อที่คุณวางไว้ใน order book ที่มี limit price ที่คุณกำหนด เมื่อคุณวาง limit order การซื้อขายจะดำเนินการก็ต่อเมื่อ market price มีราคาถึง limit price ของคุณ (หรือดีกว่า) ดังนั้นคุณอาจใช้ limit orders เพื่อซื้อในราคาที่ต่ำกว่าหรือขายในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดปัจจุบัน

          โดยMarket : market orderเป็นคำสั่งซื้อหรือขายในราคาปัจจุบันที่ดีที่สุด จะดำเนินการตาม limit orders ที่วางไว้ก่อนหน้านี้ใน order book เมื่อคุณใช้ market order คุณจะเสียค่าธรรมเนียมในฐานะ market taker

          โดยStop-Limit : วิธีที่ง่ายที่สุดในการเข้าใจ คือ Stop orderประเภท Limit โดยแบ่งออกเป็น stop price และ limit price ซึ่ง stop price เป็นราคาที่ทำให้เกิด limit order และ limit price คือราคาของ limit order ที่ถูกเรียก ซึ่งหมายความว่าเมื่อถึงราคา stop price ของคุณแล้ว limit order ของคุณจะถูกวางลงใน order book ทันที 

          โดยคุณสามารถใช้ TriggerราคาของStop orderเป็นMark PriceและLast Priceได้

          โดยแม้ว่า stop และ limit pricesจะะมีความเหมือนกัน แต่ในความเป็นจริงมันจะปลอดภัยกว่าหากคุณตั้ง stop price (trigger price) สูงกว่า limit price เล็กน้อยสำหรับ sell orders หรือต่ำกว่า limit price เล็กน้อยสำหรับ buy orders โดยสิ่งนี้จะเพิ่มโอกาสที่ limit order ของคุณจะถูก fill หลังจากถึง stop price

          โดยStop-Market: เช่นเดียวกับคำสั่งstop-limit คำสั่ง stop-market ใช้ stop price เป็นทริกเกอร์ อย่างไรก็ตามเมื่อถึง stop price มันจะส่งผลให้เกิดคำสั่งซื้อของ market order ทันที

          โดยคุณสามารถใช้TriggerราคาของStop orderเป็นMark PriceและLast Pricได้

เหรียญ Bitkub Coin

ทำความรู้จักกับเหรียญ Bitkub Coin

          เหรียญ Bitkub Coin คืออะไร? ถือว่าเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ที่บริษัทด้านบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยได้สร้างเครือข่าย Blockchain ของตนเอง พร้อมการสร้าง Bitkub Coin (KUB) บน Bitkub Chain เครือข่ายบล็อกเชนฝีมือคนไทย ที่ออกแบบขึ้นมาเพื่อผลักดันให้เกิดการใช้งานบล็อกเชนบนภาคธุรกิจจริง

          โดย Bitkub Coin (KUB) คือ Native Coin ที่มีหน้าที่เป็น Utility Coin บน Bitkub Chain เครือข่ายบล็อกเชนที่พัฒนาขึ้นโดยบริษัท บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี จำกัด ลูกค้าทุกท่านบนกระดานซื้อขาย Bitkub.com สามารถนำเหรียญ KUB (ในเวอร์ชั่น V1) ไปแลกเป็น Fee Credit เพื่อลดค่าธรรมเนียมในการซื้อขายบนกระดานเทรดของ Bitkub ขณะที่ทางผู้พัฒนาที่สนใจสร้างแอปพลิเคชันบน Bitkub Chain ก็สามารถใช้เหรียญ KUB เป็น Gas Fee หรือเป็นค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมบนบล็อกเชนได้เช่นกัน GOFX

เหรียญ Bitkub Coin

เครือข่าย Bitkub Chain คืออะไร?

          โดยBitkub Chain คือเครือข่ายบล็อกเชนที่พัฒนาขึ้นโดยบริษัท บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี จำกัด เป็นบริษัทผู้ให้บริการด้าน Blockchain Full-solution Service และเป็นที่ปรึกษาด้าน ICO (Initial Coin Offering) แก่องค์กรหรือผู้ประกอบการที่ต้องการยกระดับธุรกิจด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชน เป็นหนึ่งในเครือบริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด เช่นเดียวกับบริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด ผู้ให้บริการศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลแนวหน้าของประเทศไทย เทรดเงิน

          ซึ่งสำหรับ Bitkub Chain มีวัตถุประสงค์ที่จะเป็นเครือข่ายบล็อกเชนสำหรับทุกคน ให้นักพัฒนาสามารถเข้ามาสร้างสรรค์แอปพลิเคชัน เพื่อผลักดันให้เกิดการใช้งานบล็อกเชนในภาคอุตสาหกรรมให้เกิดขึ้นจริง (Real Business Use Case) ไม่ว่าจะเป็น Decentralized Exchange (DEX), Decentralized Finance (DeFi) หรือ Decentralized Application (DApp) เป็นต้น MO.BET

          ในเบื้องต้นมีเป้าหมายเพื่อการใช้ในประเทศและสามารถใช้ได้อย่างเป็นสากลตามคุณสมบัติของบล็อกเชนที่จะช่วยทำให้เกิดกระบวนการต่างๆ ในการจัดการธุรกิจน้อยลง มีระยะเวลาที่สั้นลง จึงทำให้สามารถประหยัดงบประมาณและค่าใช้จ่ายในการบริหารงานได้ ตลอดจนสามารถทำให้เกิดสภาพคล่องในสินทรัพย์ต่าง ๆ ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Tokenization เครือข่าย Bitkub Chain สามารถตรวจสอบและสร้างบล็อกใหม่ขึ้นบนเครือข่ายได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที พร้อมกับรักษาค่าธรรมเนียมให้อยู่ในระดับต่ำต่อธุรกรรม ด้วยการใช้ระบบ Consensus Algorithm แบบ Proof of Authority

          โดยทั้งนี้ เฟสแรกของ Bitkub Chain จะใช้ Consensus Algorithm แบบ Proof of Authority (PoA) โดยมีองค์กรที่ร่วมเป็น Validator Node แล้ว ดังนี้

  1. บริษัท ทีพีซีเอส จำกัด (มหาชน)
  2. บริษัท สยามราชธานี จำกัด (มหาชน)
  3. บริษัท โปรเอ็น คอร์ป จำกัด (มหาชน)
  4. บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จํากัด (มหาชน)
  5. บริษัท เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
  6. บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน)
  7. บริษัท ทูซีทูพี (ประเทศไทย) จำกัด
  8. บริษัท เก็ทลิงส์ (ไทยแลนด์) จำกัด
  9. บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จํากัด
  10. SIX Network PTE. Ltd.
  11. SmartContract Blockchain Studio

          ในเมื่อเข้าสู่เฟสถัดไป Bitkub Chain จะเปลี่ยนจาก PoA ไปสู่ Proof of Staked Authority (PoSA) จากนั้นจึงเปลี่ยนเป็น Proof of Stake (PoS) เต็มรูปแบบตามลำดับ

          ซึ่งสำหรับ Bitkub Chain เกิดขึ้นจากแนวคิดของสกลกรย์ สระกวี Co-founder และ Chairman เครือบริษัทบิทคับ ที่ต้องการให้คนไทยมีเครือข่ายบล็อกเชนที่เป็นของคนไทย เพราะที่ผ่านมานั้นเราใช้ Infrastruture ของต่างชาติมาโดยตลอด ทำให้ไม่สามารถสร้างสรรค์หรือตอบโจทย์การใช้งานได้ตลอดจนมีราคาแพง

          เพราะฉะนั้น Bitkub Chain จะเป็นเครือข่ายที่สามารถทำให้เกิดการใช้งานในภาคธุรกิจขึ้นจริง ด้วยการทำให้เครือข่ายสามารถสร้างบล็อกใหม่ได้อย่างรวดเร็ว และรักษาให้มีค่าธรรมเนียม (Gas Fee) ต่ำ แทนที่จะต้องพึ่งพาเครือข่ายบล็อกเชนของต่างชาติที่มีค่าธรรมเนียมสูง

          ในล่าสุด มีโปรเจกต์ที่เกิดขึ้นบน Bitkub Chain แล้ว นั่นคือ Fans Token ที่เป็นการเปลี่ยนชื่อเสียงของเหล่า Influencers ให้อยู่ในรูปแบบของเหรียญดิจิทัล โดยมีผู้ร่วมก่อตั้งคือ Bie the Ska, VRZO Channel, Kyutae Oppa, Kaykai Salaider, และ Spriteder SPD ซึ่งผู้ร่วมก่อตั้งเหล่านี้เป็น Youtubers ที่มีผู้ติดตามรวมกันมากกว่า 40 ล้านบัญชี

          ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่คนดูสามารถรับเหรียญได้จากการดูวิดีโอผ่าน Youtube และมีผู้ใช้มากกว่า 1 แสนบัญชี บนแพลตฟอร์ม Bitkub NEXT หลังจากการเปิดตัวเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา และการแจกการ์ด NFT นักกีฬา Esport ชื่อดังจากการแข่งขัน PUBG Thailand Open Summer 2021 : Road to PCS 4 APAC presented by Bitkub ที่มีผู้เข้าชมมากกว่า 60,000 คนต่อครั้ง

          เลยทำให้มีผู้เข้ามาเปิดกระเป๋าบน Bitkub NEXT มากกว่า 1 แสนบัญชี และมีการสแกนเพื่อรับการ NFT ไปสะสมและแลกเปลี่ยนแล้วรวมกว่า 1.4 ล้านใบ โดยในอนาคตจะมี NFT Marketplace ที่จะเป็นตลาดให้ผู้ใช้สามารถเข้าแลกเปลี่ยนของสะสมที่อยู่ในรูปแบบ NFTs ได้หลากหลายมากขึ้น

ระบบเทรดอัตโนมัติ (EA)

ข้อที่ควรคำนึงในการเลือกระบบเทรดอัตโนมัติ (EA)

          ระบบเทรดอัตโนมัติ (EA) ตัวที่ดีที่สุดคงตอบได้ยาก เพราะระบบเทรดที่ทำขึ้นมา ถึงจะดีแค่ไหน หากนำไปใช้ไม่ถูกทาง หรือไม่เข้ากับจังหวะก็อาจทำให้พอร์ตเราหมดเกลี้ยงได้เหมือนกัน มันจึงเป็นเหมือนดาบสองคม ยกตัวอย่างเช่น EA บางตัวเขียนขึ้นมาเน้นไปที่การเก็บแนวโน้ม(Tendency) หรือการเคลื่อนไหวของตลาด(Up-Down Trend) แต่ EA อีกตัวเน้นไปที่ตลาดไซด์เวย์ (Sideway) 

          หากนักลงทุนนำไปใช้ไม่ถูกต้องเช่น  นำ EA ไปรันโดยไม่มีทักษะพื้นฐานของการดูกราฟ นี่ก็ถือว่าเสี่ยง และยิ่งถ้าหากนำ EA ตัวที่เน้นเก็บตลาดไซด์เวย์ ไปรันช่วงที่มีเทรน ความซวยก็จะมาเยือนท่านทันที ฉะนั้นระบบเทรดอัตโนมัติหรือ EA ที่ดีที่สุด จึงควรเขียนขึ้นมาจากความรู้และประสบการณ์ของนักเทรดที่ประสบความสำเร็จจริงๆ บวกกับความรู้ความสามารถและทักษะพื้นฐานต่างๆของผู้นำไปใช้ร่วมด้วย ที่สำคัญควรแบ่งเวลาหัดฝึกเทรดด้วยมือตัวเราเองให้ชำนาญไปด้วยยิ่งดี  GOFX

โดยวันนี้เราจะมาดูข้อที่ควรคำนึงในการเลือก EA มาใช้ 

ระบบเทรดอัตโนมัติ (EA)
  1. ใช้ EA เทรดแล้วช่วยทุ่นแรงได้ก็จริง แต่ต้องมีความรู้พื้นฐานและใช้ให้ถูกทางและเข้ากับจังหวะเช่นดูกราฟออก 
  2. ถ้าใช้ EA แล้วได้แต่กำไร…ทำไมเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จยังมีจำนวนน้อยกว่า
  3. สามารถใช้ระบบ EA Copy Trade โดยการเชื่อมต่อกับต้นทางของเทรดเดอร์มืออาชีพ แต่ต้องยอมรับความเสี่ยง และอาจต้องเสียค่าเช่า Server 
  4. EA เป็นระบบเทรดอัตโนมัติ ที่สามรถเขียนขึ้นมาได้เอง หากมีเพื่อนเป็นเทรดเดอร์และเชื่อในฝีมือ ถ้าเขาไม่หวง เราสามารถขอคัดลอกมาติดตั้งเครื่องเราได้โดยไม่มีอะไรยุ่งยาก เทรดเงิน
ระบบเทรดอัตโนมัติ (EA)
    1. ตลาด Forex ไม่ได้เป็นตลาดตายตัว แต่ EA ที่เราเช็ทแล้วให้มันรัน มันเป็นระบบตายตัว 
    2. ถึง EA จะดีแค่ไหน ยังไงนักเทรดก็ต้องวิเคราะห์ตลาดก่อนอยู่ดี เพราะ EA มันไม่ได้เข้าใจลึกในทุกสถานการณ์ของตลาด 
    3. ถ้าของดีจริง… ทำไมถึงให้ฟรี (กรณี EA ที่แจกฟรีให้ดาวน์โหลด) ควรมีข้อมูลของ EA ที่จะนำมาใช้ให้มากๆ เช่น มีรีวิวยืนยันการทำงาน(กำไร)ที่ดี 
    4. EA แต่ล่ะตัว ระบบมีดี มีด้อยแตกต่างกัน เช่น บางตัวทำกำไรได้เร็วแต่ชอบแถมขาดทุนเร็วเช่นกัน หรือบางตัว เน้นความปลอดภัยเป็นหลัก จึงออกคำสั่งซื้อไปทีล่ะนิด จึงไม่เป็นที่ประทับใจกับเทรดเดอร์ที่ชอบความตื่นเต้นเร้าใจ และพร้อมรับความเสี่ยงที่มันสูงๆได้ เป็นต้น 
    5. จุดสำคัญที่สุดของ EA โฟกัสไปที่การเปิดออเดอร์ ซื้อ-ขาย ฉะนั้นเราจำเป็นต้องรู้ว่าลักษณะ นิสัยของการเปิดคำสั่งนั้นเป็นอย่างไร เกิดจากสาเหตุอะไร  
    6. EA ที่จะนำมาใช้งาน ซัพพอร์ทกับโบรกเกอร์ในบัญชีไหม ยิ่งลดความเสี่ยงได้ยิ่งดี 
    7. เพื่อความแน่ใจในประสิทธิภาพของ EA ควรทดลองใช้กับบัญชีเงินปลอมก่อนไปสักระยะหนึ่ง เช่น 3-4 เดือน (ยิ่งนานยิ่งดี)  แล้วทำการ Back test เพื่อดูผลลัพธ์การเทรดของมันว่าเป็นอย่างไร อาจจะปรับเปลี่ยนการตั้งค่าที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงของเวลาเพื่อดูความแตกต่างของการทำงาน 
    8. EA มีหลายราคาตั้งแต่หลักพันยันเกือบแสน เปรียบเสมือนเป็นต้นทุนของการลงทุน ก่อนตัดสินใจซื้อ ควรมีประสบการณ์และความพร้อม(แนะนำหาประสบการณ์จากของฟรีไปก่อนเพื่อเป็นไกด์ไลน์) 
    9. ควรเลือกดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ ที่มีความน่าเชื่อถือ และเป็นที่ยอมรับเท่านั้น (ทั้งฟรีและไม่ฟรี) MO.BET
 

ทำความรู้จักกับ FAANG Stocks

          FAANG Stocks หากพวกคุณค้นหาเคล็ดลับการลงทุนบนอินเทอร์เน็ต คุณอาจจะเคยผ่านตากับบทความอย่างเช่น ‘หุ้น FAANG เผยคม‘ หรือ ‘FAANG ถดถอย: หุ้นชั้นนำหมดคม‘ เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม หุ้น FAANG ได้รับความนิยมอย่างสูงจากนักลงทุนหุ้นรายตัวที่เห็นถึงความนิยมและราคาหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องมีการเติบโตอย่างมากในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ว่าแต่ FAANG Stocks หรือหุ้น FAANG คืออะไรและคุณควรลงทุนหรือไม่ เรามาหาคำตอบกันครับ GOFX

หุ้นเทคโนโลยี FAANG คืออะไร

          FAANG คือ ชื่อย่อของบริษัทบริษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดของอเมริกา 5 อันดับแรก ได้แก่

F – Facebook (FB)

A – Amazon (AMZN)

A – Apple (APPL)

N – Netflix (NFLX)

G – Alphabet หรือที่เคยรู้จักในชื่อ Google (GOOG)

          หุ้นกลุ่มนี้ทุกตัวเทรดบนตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นอเมริกาที่ได้รับความนิยมมากที่สุด และรวมอยู่ใน S&P500 Index ซึ่งเมื่อรวมทุกบริษัทในกลุ่ม FAANG แล้ว จะมีสัดส่วนประมาณ 15% ของ S&P500 Index เทรดเงิน

          FAANG เป็นศัพท์ที่ใช้ครั้งแรกโดย Jim Cramer ในรายการ CNBC ของเขา ปี 2013 เขากล่าวชื่นชมสี่บริษัท FANG อันประกอบด้วย Facebook, Amazon, Netflix และ Google อย่างมาก บริษัทเหล่านี้ครอบครองตลาดของตนเองจนดูเหมือนว่าไม่มีใครจะหยุดยั้งสี่บริษัทนี้ได้ ศัพท์ดังกล่าวใช้ในวงการการลงทุนและในปี 2017 Apple ถูกเพิ่มลงในกลุ่มและตัวย่อขยายจาก FANG เป็น FAANG MO.BET

กลุ่ม FAANG เป็นที่รู้จักในเรื่อง?

          นักวิเคราะห์ตลาดจำนวนมากถือว่าบริษัทเหล่านี้เป็นตัวบ่งชี้ของ S&P500 Index และเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาโดยรวม แต่ละบริษัทเป็นที่รู้จักถึงการเติบโตแบบก้าวกระโดดและการครอบครองตลาดของตนเอง

          โดยเห็นอย่างชัดเจนเมื่อเราพิจารณาถึงมูลค่าของบริษัทในกลุ่ม FAANG ซึ่ง ณ เดือนมกราคม 2020 บริษัทในกลุ่มดังกล่าวมีมูลค่าตลาดรวมกันเกินกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้แล้ว เมื่อดูจากประวัติที่ผ่านมา บริษัทกลุ่ม FAANG ทำผลตอบแทนเหนือกว่า S&P500 Index และ Nasdaq ที่เน้นด้านเทคโนโลยี

          อย่างไรก็ตาม อย่างที่นักลงทุนที่ดีทุกคนทราบว่า ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นตัวชี้วัดสำหรับความสำเร็จในอนาคต แต่เนื่องจากการครอบครองตลาดของห้าบริษัทกลุ่ม FAANG ทำให้มีความได้เปรียบทางการแข่งขันเหนือกว่าคู่แข่ง ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมนักวิเคราะห์ตลาดจำนวนมากเห็นว่าบริษัทเหล่านี้เป็นการลงทุนระยะยาวที่น่าสนใจ หากคุณต้องการทราบผลงานของแต่ละหุ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เราจะมาลงรายละเอียดของผลการดำเนินงานของแต่ละบริษัทกัน

หุ้น Facebook (FB)

          หุ้น Facebook เป็นเครือข่ายสังคมยักษ์ใหญ่ แต่บริษัทแม่ที่เป็นเจ้าของแพลตฟอร์มเครือข่ายสังคมนี้มิได้ครอบครองแต่เฉพาะแอปเครือข่ายยอดนิยมเท่านั้น แต่ยังครอบครอง Instagram, WhatsApp และ Messenger อีกด้วย ผลลัพธ์คือ บริษัทสามารถเข้าถึงผู้ใช้ที่มีการใช้งานมากกว่า 2.5 พันล้านคนและทำเงินจากการโฆษณายังผู้ใช้ของตน

          ผลการดำเนินงานของบริษัทที่ผ่านมา: หากคุณซื้อหุ้น Facebook ณ ตอนปิดตลาดของวันที่ 31 ธันวาคม 2009 คุณจะได้รับผลตอบแทนเกือบ 450% ณ ช่วงเวลาเดียวกันในทศวรรษต่อมา ซึ่ง ณ เดือนมกราคม 2020 บริษัทประกาศกำไรสุทธิเกินกว่า 18 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา

ภาพ 1.1 : กราฟหุ้น Facebook (FB) รายอาทิตย์ตั้งแต่ 13 May 2012 – 30 May 2020

หุ้น Amazon (AMZN)

          ประวัติความเป็นมาของหุ้น Amazon คือเป็นบริษัทที่มีโปรแกรมสมาชิก Amazon Prime มีสมาชิกมากกว่า 150 ล้านคน (ลูกค้าที่มีการซื้อสินค้า) อีคอมเมิร์ซยังคงเป็นรายได้ส่วนใหญ่ของบริษัท แต่เมื่อไม่นานมานี้ Amazon เริ่มต้นแคมเปญขยายกิจการอย่างทะเยอทะยานในตลาดอื่น ๆ ซึ่งรวมถึงการโฆษณาและการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ (cloud computing) ทำให้ผู้ก่อตั้งบริษัทอย่าง Jeff Bezos จะกลายเป็นเศรษฐีล้านล้านคนแรกของโลกอย่างไม่น่าแปลกใจ

          ผลการดำเนินงานของบริษัทที่ผ่านมา: นับตั้งแต่ปี 2009 ราคาหุ้น Amazon เพิ่มขึ้นมาเกือบ 1,300%  ตอนนี้บริษัทเสนอผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มากกว่า 120 ล้านผลิตภัณฑ์บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของตน ซึ่ง ณ เดือนมกราคม 2020 Amazon มีรายได้ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมาอยู่ที่ 265 พันล้านดอลลาร์สหรัฐและกำไรสุทธิอยู่ที่ 11 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ภาพ 1.2 : กราฟหุ้น Amazon (AMZN) รายอาทิตย์ตั้งแต่ 13 May 2012 – 30 May 2020

หุ้น Apple (APPL)

          ประวัติความเป็นมาของ Apple เคยทำสงครามสมาร์ตโฟนกับ Samsung ด้วยทั้งสองแบรนด์ต่างต้องการแย่งชิงความเป็นเจ้าตลาด ซึ่ง Apple เป็นผู้ชนะในสงครามดังกล่าวอย่างชัดเจนและผู้ผลิตสมาร์ตโฟนรายนี้แข็งแกร่งกว่าแต่ก่อน ถึงแม้ว่ายอดขายอุปกรณ์จะยังเป็นรายได้ส่วนใหญ่ของแบรนด์ แต่ Apple เริ่มให้ความสนใจกับผลิตภัณฑ์ที่มีมาร์จิ้นสูง เช่น บริการสตรีมมิ่งและเสนอพื้นที่จัดเก็บระบบคลาวด์ เนื่องจากผลกระทบจากการกักตัวอยู่กับบ้าน ระบบนิเวศน์ของ Apple สร้างผู้สนับสนุนแบรนด์ที่แท้จริง ด้วยการเปิดตัว Apple Arcade และ Apple Music เมื่อไม่นานมานี้ ผลกระทบจากการกักตัวอยู่กับบ้านทำให้ Apple เติบโตยิ่งขึ้นในปีที่กำลังมาถึง

          ผลการดำเนินงานของบริษัทที่ผ่านมา: นับตั้งแต่ปี 2009 ราคาหุ้น Apple เพิ่มขึ้นมากกว่า 1,000 % ซึ่ง ณ ไตรมาสแรกของปี 2020 บริษัทรายงานผลลัพธ์ที่ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดย Apple ประกาศรายได้รวมของไตรมาสแรกของปีอยู่ที่ 91 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หากนับรวมทั้งโลก รายได้ของ Apple ในปี 2019 จะมากกว่า 260 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ภาพ 1.3 : กราฟหุ้น Apple (AAPL) รายอาทิตย์, ตั้งแต่ 26 June 2011 – 30 May 2020

หุ้น Netflix (NFLX)

          ประวัติความเป็นมาของ Netflix ถึงแม้จะเป็นเรื่องยากที่จะเชื่อ ณ ตอนนี้ แต่ Netflix เริ่มต้นจากบริการส่ง DVD ทางไปรษณีย์ที่เป็นคู่แข่งกับ Blockbuster ยอดนิยม อย่างไรก็ตาม Netflix เริ่มหันมายังบริการสตรีมมิ่งในปี 2007 และประสบความสำเร็จ (ขณะที่ Blockbuster นั้นต้องออกจากตลาดไปอย่างน่าเศร้า) Netflix เริ่มต้นสร้างเนื้อหาของตนในปี 2012 และตอนนี้บริษัทเป็นหนึ่งในผู้ซื้อภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์รายใหญ่ที่สุดของโลก นอกจากนั้นแล้ว Netflix ยังอวดตัวเลขสมาชิกที่จ่ายเงินรายเดือนทั่วโลกมากกว่า 183 ล้านคนจากกว่า 190 ประเทศ

          ผลการดำเนินงานของบริษัทที่ผ่านมา: ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา บริการสตรีมมิ่งอย่าง Netflix ทำผลงานได้ดีที่สุดในหุ้นกลุ่ม FAANG และนักลงทุนที่ซื้อหุ้นในปี 2009 จะได้รับผลตอบแทนมากกว่า 4,000% ซึ่ง ณ ไตรมาสสุดท้ายของปี 2019 บริษัททำผลงานเกินความคาดหมายและมีสมาชิกที่จ่ายเงินเพิ่มขึ้น 8.76 ล้านคนทั่วโลก ทางบริษัทยังประกาศรายได้ 5.47 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้มากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์

ภาพ 1.4 : กราฟหุ้น Netflix (NFLX) รายอาทิตย์, ตั้งแต่ 5 June 2011 – 30 May 2020

Alphabet – อดีต Google (GOOG)

          ประวัติความเป็นมาของ Alphabet (บริษัทแม่ Google) เป็นกลุ่มบริษัทในเครือเทคโนโลยีที่ครอบครองผลิตภัณฑ์ที่ให้บริการลูกค้าจำนวนมาก ตามจริงแล้ว เก้าบริษัทที่ Alphabet ครอบครองโชว์จำนวนผู้ใช้งานมีมากกว่า 1 พันล้านคนของตน ซึ่งรวมถึง Android, Chrome, Maps, Search, YouTube และ Gmail

          ผลการดำเนินงานบริษัทที่ผ่านมา: หากคุณลงทุนในหุ้น Google/Alphabet ตอนสิ้นปี 2009 คุณจะได้รับผลตอบแทนเกือบ 350% ในทศวรรษต่อมา บริษัทมีมูลค่าตลาดเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรก ณ ไตรมาสสุดท้ายปี 2019 ในรายงานทางการเงินฉบับเดียวกัน Alphabet ประกาศรายได้มากกว่า 46 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังประกาศว่าโฆษณา YouTube สร้างรายได้เกิน 15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐตลอดช่วงปี 2019 ธุรกิจคลาวด์ของ Google สร้างรายได้เกือบ 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐตลอดทั้งปี ขณะที่ยอดรายได้โฆษณาทั้งหมดของ Google แตะเกือบ 38 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเฉพาะ ณ ไตรมาส 4 เท่านั้น นี่เป็นผลการดำเนินงานที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาของบริษัทในแง่ของรายได้จากการโฆษณา

ภาพ 1.5 : กราฟหุ้น Google (GOOG) รายอาทิตย์ตั้งแต่ 5 June 2007 – 30 May 2020

บัญชีหุ้น มีกี่ประเภท อะไรบ้าง แตกต่างกันยังไง บัญชีหุ้นแบบไหนเหมาะกับเรา

บัญชีหุ้น
 

บัญชีหุ้น ของทุก ๆ โบรคเกอร์จะมีด้วยกัน 3 ประเภท

บัญชีหุ้น ที่มีหลากหลายประเภท ก็เป็นปัญหาสำหรับมือใหม่หัดเล่นหุ้นที่ตัดสินใจจะเปิดพอร์ตหุ้นเหมือนกัน หลายคนก็ยังไม่แน่ใจว่าจะเปิดพอร์ตหุ้นแบบไหนดี ? บทความนี้พี่ทุยจะมาอธิบายให้หายข้องใจกัน gofx
  1. บัญชีเงินสด (Cash Account)
เป็นบัญชีแบบที่เราวางเงินไว้กับทางโบรกเกอร์แค่ 20% ก็สามารถซื้อหุ้นได้ก่อน แล้วหลังจากนั้นเราก็ต้องโอนเงินเต็มจำนวน ภายใน 3 วันทำการ (T+3) หลังจากวันซื้อ วิธีนี้ก็ดี คือ เราไม่ต้องเอาเงินไปทิ้งไว้ในพอร์ตหุ้นในกรณีที่เรายังไม่ได้ลงทุนอะไร ก็เอาเงินไปวางที่อื่นก่อน แล้วถ้าจะซื้อก็ค่อยโอนตามมา แต่ถ้าเราไม่โอนภายในเวลาที่กำหนดก็จะโดนค่าปรับเอานะ ในกรณีขายหุ้นก็เช่นกัน เราจะได้รับเงินเข้าบัญชีหลังจากทำการขายไปแล้ว 3 วันทำการ  เทรด
  1. บัญชีแคชบาลานซ์ (Cash Balance / Pre-Paid / Cash Deposit)
เป็นบัญชีแบบที่เราจะต้องเอาเงินสดไปฝากไว้กับโบรคเกอร์ก่อนถึงจะทำการซื้อหุ้นได้ โดยจะซื้อขายได้เท่ากับเงินที่เราฝากเข้าไปในบัญชีเท่านั้น และเงินที่อยู่ในบัญชีถ้าเราไม่ได้นำไปซื้อหุ้นก็จะได้รับดอกเบี้ยด้วยนะ พี่ทุยเองตอนเริ่มต้นก็เปิดบัญชีนี้ เพราะว่าง่ายแล้วก็ไม่ทำให้เราเทรดจนเกินตัว พูดง่าย ๆ ว่ามีเงินอยู่เท่าไหร่ก็ซื้อหุ้นได้เท่านั้นแหละ บัญชีแคชบาลานซ์เลยเป็นบัญชีขวัญใจมือใหม่โดยปริยาย Mobet.life
  1. บัญชีเครดิตบาลานซ์ (Credit Balance Account) หรือบัญชีมาร์จิน (Margin Account)
เป็นบัญชีที่เราสามารถกู้ยืมเงินจากโบรคเกอร์มาซื้อหุ้นได้ แต่จะต้องวางเงินสดหรือหุ้นเป็นหลักประกันการชำระหนี้ในอัตราส่วนขั้นต่ำที่โบรคเกอร์กำหนดไว้ ซึ่งโบรคเกอร์ก็จะคิดดอกเบี้ยเงินที่เรากู้ไปซื้อหุ้นด้วย วงเงินกู้ยืมที่เราจะได้รับอาจเพิ่มลดตามราคาหุ้นที่เราวางไว้เป็นหลักประกัน ถ้าราคาหุ้นที่เราเอามาค้ำต่ำลงไปมากๆ โบรคเกอร์ก็อาจจะเรียกให้เราเอาเงินมาเติม ไม่ก็อาจจะบังคับขายหุ้น (Force Sell) เพื่อให้ยังคงรักษาระดับอัตราส่วนหลักประกันขั้นต่ำไว้ เมื่อเราเข้าใจหลักการ ความแตกต่างของบัญชีหุ้นแต่ละประเภทแล้ว ก็ลองมาสำรวจตัวเองว่าตัวเราเหมาะกับบัญชีแบบไหน แล้วก็ไปเปิดบัญชี แล้วจัดการซื้อหุ้นกันได้เล้ยยยย

TurtleTrading ของ Richard Denis จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อนำสูตร มาเทรด Forex

         TurtleTrading ถูกพูดถึงบ่อยครั้งในประวัติศาสตร์ของโลกแห่งการเทรด หนึ่งในกลยุทธ์ที่รู้จักกันดีที่สุดในทศวรรษที่ผ่านมา มันเรียบง่ายในระดับที่เทรดเดอร์จำนวนมาก สามารถนำไปปฏิบัติตามและทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับ “กลยุทธ์เต่า” ดังกล่าวว่ามันทำงานอย่างไร

TurtleTrading

          TurtleTrading คือ เรื่องราวของเทรดเดอร์ 2 คนใน Wall Street ถกเถียงกันว่า การเทรดเป็นสิ่งที่สามารถเรียนรู้และสอนกันได้หรือไม่ หรือมันเป็นสิ่งที่เป็นพรสวรรค์เฉพาะบุคคล ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเป็นเทรดเดอร์ได้ Bill Eckhardt แย้งว่า เทรดเดอร์ที่ดีคือคนที่มีพรสวรรค์ และต้องเกิดมาเพื่อเป็นเทรดเดอร์หรือ ‘Born to be’ ในขณะที่ Richard Denis อยู่ฝั่งตรงข้าม gofx

          Bill Eckhardt กับ Richard Denis ถึงขั้นลงโฆษณาในสื่อเพื่อรวบรวมอาสาสมัครที่ไม่มีประสบการณ์หรือความรู้ในการเทรดมาก่อนมาฝึกฝน และรับอาสาสมัครเข้ามาฝึก 13 คนจากผู้สมัครประมาณพันคน Mobet.life

Richard Denis เชื่อว่า เขาสามารถจะฝึกฝนใครก็ได้ที่ และที่ต้องเป็น “กลยุทธ์เต่า” นั่นเป็นเพียงแรงบันดาลใจจากการเดินทางไป ฟาร์มเต่า‘ สิงคโปร์ และเขาเรียกเทรดเดอร์ของเขาว่า “เต่า” เพราะเชื่อมั่นว่า เขาจะเพาพันธุ์เทรดเดอร์ได้ “ง่าย” และมีสิทธิภาพไม่ต่างจากฟาร์มเต่าที่เขาไปพบเห็นมา เทรด

          หลังจากผ่านการฝึกฝนในลักษณะเดียวกัน ผลลัพธ์ที่ได้แตกต่างกัน แต่ก็ไม่ได้หนีห่างกันมาก คนที่ทำกำไรได้มากที่สุดคือชายหนุ่มวัย 19 ปี “Curtis Faith” เขาไม่เคยได้รับการฝึกฝนด้านการเงินใด ๆ ด้วยซ้ำ แต่ทำผลงานได้ดีที่สุดและเขียนเป็นหนังสือออกมาในชื่อ “Way of the Turtle” ทำให้โลกได้รู้จักกับ Turtle Trading เป็นครั้งแรก

แต่ก่อนที่จะอธิบายกุญแจสำคัญของกลยุทธ์เต่า คุณควรที่จะเริ่มฝึกฝนการใช้งานแพลตฟอร์มการซื้อขาย ซึ่งมีให้ทดลองเทรดได้ทั้งหุ้น, ค่าเงิน, ทองคำ หรือแม้สกุลเงินดิจิทัล

กฎการเทรดของ Turtle Trader

พื้นฐานของกลยุทธ์เต่า เป็นระบบเทรดตามแนวโน้ม โดยใช้ Donchian channel เป็น Indicator สำคัญในการติดตามราคา และเป็นตัวบ่งชี้สัญญาณในการเข้าเทรดแบบ Breakout อีกด้วย โดยมีระบบการเทรดดังต่อไปนี้

กลยุทธ์ Turtle Trading แบบระยะสั้น

กลยุทธ์นี้จะใช้  Donchian channel ปรับ period เป็น 20 รอให้ราคาทะลุกรอบ Donchian แล้ววกกลับมาพักตัวที่กรอบบนของ Donchian ที่เพิ่งทะลุไป

          แต่ก่อนเข้าเทรด ต้องกลับไปดูสัญญาณเทรดของการ Breakout กรอบ 20 period ว่า ทำให้เกิดการขาดทุนหรือกำไร โดยจะซื้อเฉพาะเมื่อมีการขาดทุนในสัญญาณก่อนหน้าเท่านั้น เพราะระบบ  Turtle Trading จะมีสัญญาณหลอกเยอะ นี่เป็นวิธีการกรองความผิดพลาดออกไป

จุดออก

🔸ให้ออกจากการเทรด ในกรณีที่ราคาทะลุกรอบ Donchian ของ 10 วันลงมา

กลยุทธ์ Turtle Trading แบบระยะยาว

ระบบที่สอง ออกมามาเพื่อป้องกันการตกรถในกรณีที่เกิดแนวโน้มระยะกลางถึงยาวขึ้น เพราะอาจเกิดความผันผวนในระยะสั้น ทำให้ระบบเทรด Donchian 20 วัน ทำงานได้ไม่ดีและออกจากการเทรดหรือขาดทุน ทำให้ Richard Denis สร้างระบบที่สองมาเพื่อแก้ปัญหาเหล่านั้น

🔸ให้ซื้อเมื่อราคาทะลุกรอบ 55 วัน โดยต้องซื้อทันทีหากไม่ได้มีสถานะอยู่ก่อน (กันตกรถ)

🔸ขายขาดทุนออกไปเมื่อราคาทะลุกรอบ 20 วันลงมา

Disclaimer : กราฟราคาที่แสดง ณ ที่นี้ ใช้เพื่อประกอบการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำหรือคำชักชวนให้มีการลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินใดๆ ที่ให้บริการโดย Admiral Markets (CFDs, ETFs, Shares) สถิติในอดีตไม่สามารถใช้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงเหตุการณ์ในอนาคตได้

          ภาพด้านบนคือตัวอย่างของการซื้อขายด้วยระบบ Donchian กรอบสีน้ำเงินและสีแดงคือ Donchian channel ซึ่งคุณสามารถใช้งาน Indicator นี้ได้จากการดาวน์โหลดแพลตฟอร์ม MetaTrader 5 ไปใช้งาน และโหลด Supreme Edtion ได้ที่หน้า Trader’s Room ของคุณ

          จะเห็นว่า ลูกศรสีเขียวคือจังหวะที่มีการ Breakout ของกรอบ 20 period ออกไป และลูกศรสีแดงคือจุด Stop Loss นั่นเอง คุณจะเห็นว่า ระบบเทรดนี้ให้สัญญาณหลอกที่บ่อยครั้ง แต่กำไรที่ได้แต่ละครั้งหากถูกทางก็จะมหาศาลอย่างมาก

          ทั้งนี้ มีกฎการบริหารหน้าตัก (Money Management) ที่ควรปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดดังต่อไปนี้ คือ Turtle Trader จะเสี่ยงเพียงแค่ 2% ต่อการเทรดทั้งหมด และพอร์ตการลงทุนลดลงทุก ๆ 10% จะต้องลดขนาดของการเทรดลง 20%

เริ่มทดสอบกลยุทธ์การเทรดแบบ Turtle Trading ผ่านแพลตฟอร์ม MetaTrader 5

การฝึกตามแนวทางของ Turtle Trader นั้น แม้แต่เทรดเดอร์มืออาชีพเองก็นิยมเข้าไปฝึกฝนในระบบบัญชีเงินจำลอง หรือที่เรียกว่า “Demo Account” อยู่อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นระบบที่จำลองเงินขึ้นมาเพื่อใช้เทรด

  • สามารถเทรดได้เหมือนตลาดจริงทุกประการ

  • สามารถใช้เครื่องมือเทรดและสัมผัสถึงสภาพแวดล้อมแบบบัญชีจริงทุกประการ

  • คำนวณกำไรขาดทุนเหมือนเงินจริงทุกประการ และคำนวณตามราคาตลาดจริงๆ

คุณสามารถฝึดเทรดได้เรื่อยๆ ตั้งแต่พื้นฐานไปจนถึง Price Action ขั้นสูง โดยไม่มีความเสี่ยงใดๆ ผ่านแพลตฟอร์ม MetaTrader 5 ที่จะช่วยให้คุณสามารถออกแบบประสบการณ์การเทรดของคุณเองได้

TurtleTrading
Polkadot

Polkadot คืออะไร ? แล้วทำไมถึงเป็นโปรเจคที่น่าติดตามที่สุด ?, สาย Vi วิเคราะห์อย่างไร ?

 Polkadot ที่เราจะมาพูดถึงในวันนี้ไม่ใช่ลายจุดน่ารักๆบนเสื้อผ้าแต่อย่างใด แต่มันคือโปรเจ็คที่จะมาแก้ไขปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของเทคโนโลยีบล็อกเชน

Polkadot
          Polkadot ที่เราจะมาพูดถึงในวันนี้ไม่ใช่ลายจุดน่ารักๆบนเสื้อผ้าแต่อย่างใด แต่มันคือโปรเจ็คที่จะมาแก้ไขปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของเทคโนโลยีบล็อกเชน นั่นก็คือเรื่องของ Interoperability หรือการเชื่อมต่อเครือข่ายบล็อกเชนแต่ละเครือข่ายเข้าด้วยกันและทำให้เครือข่ายเหล่านี้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอีกเรื่องคือ Scalability หรือก็คือความสามารถในการรองรับจำนวนธุรกรรมที่เพิ่มสูงขึ้น โดยไม่ทำให้กระบวนการยืนยันธุรกรรมล่าช้าลง gofx

แนวคิดของPolkadot

Polkadot
          Polkadotมีคุณ Gevin Wood (หรือชื่อเต็ม Dr. Gavin James Wood) เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง ซึ่งเขาคนนี้เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum และมีบทบาทในฐานะ Chief Technology Officer (CTO) ของ Ethereum นั่นเอง เทรดเงิน
          ทุกวันนี้ หลายๆองค์กรกำลังแข่งขันกันสร้างและพัฒนาเครือข่ายบล็อกเชน ทำให้เกิดเครือข่ายบล็อกเชนขึ้นมากมาย ซึ่งแนวคิดของPolkadotพวกเขาไม่ได้มองว่าจะมีเครือข่ายใดเครือข่ายหนึ่งที่จะขึ้นมาเป็นใหญ่เพียงหนึ่งเดียว แต่มองว่าบล็อกเชนแต่ละเครือข่ายต่างก็มีวัตถุประสงค์ ข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันออกไป จึงเกิดเป็นแนวคิดที่จะเชื่อมต่อเครือข่ายเหล่านี้เข้าด้วยกัน หรือก็คือการ Connecting the Dots Mobet.life

หลักการทำงานของPolkadot

Polkadot

Relay Chain & Parachain

          Polkadotเป็นเครือข่ายบล็อกเชนแบบ Sharded Blockchain ซึ่งเป็นเครือข่ายที่มีการแบ่ง Nodes สำหรับ การประมวลผลออกเป็น Nodes ย่อยๆภายในเครือข่าย จึงทำให้เครือข่ายสามารถประมวลแบบขนาน หรือ Parallel Processing และแก้ปัญหา Scalability ได้ โดยทางผู้พัฒนา Polkadot เรียกระบบที่เปรียบเสมือนหัวใจสำคัญนี้ว่า Relay Chain ส่วนหน่วยประมวลผลย่อยเหล่านี้ก็คือ Parachain เทรด

Collators & Validators

          Collators หรือ ผู้เรียบเรียง จะมีบทบาทในการรวบรวมข้อมูลที่เกิดขึ้นจากการประมวลผลภายใน Shard หนึ่งๆ ก่อนที่จะส่งต่อไปให้กับ Validators หรือผู้ตรวจสอบให้ทำการรับรองข้อมูล และกระจายข้อมูลนั้นๆออกสู่เครือข่าย Relay Chain

Bridges

          อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญของPolkadotที่จะมาช่วยเรื่อง Interoperability หรือการเชื่อมต่อเครือข่ายบล็อกเชนเข้าด้วยกัน ซึ่งตัว Bridges หรือสะพาน ก็คือตัวที่จะเชื่อมต่อเครือข่ายPolkadotเข้ากับบล็อกเชนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น Ethereum หรือ Bitcoin ซึ่งข้อมูลการทำธุรกรรมที่เกิดขึ้นในเครือข่ายบล็อกเชนเหล่านี้จะถูกส่งมายัง Collators เพื่อรวบรวมข้อมูลก่อนที่จะส่งต่อให้ Validators ทำการยืนยันข้อมูลและส่งขึ้นไปบันทึกในเครือข่าย Relay Chain

Upgradable

          เดิมทีการอัพเกรดเครือค่ายบล็อกเชนอาจทำให้เกิดภาวะ Hard Fork ซึ่งเกิดจากความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันของผู้พัฒนา กลุ่มหนึ่งอยากอัพเกรดจุดนี้ แต่อีกกลุ่มอยากให้เลือกปรับปรุงตรงนั้น ซึ่งจะทำให้เครือข่ายบล็อกเชนนั้นถูกแยกออกเป็น 2 ฝั่ง อย่างกรณีของ Ethereum กับ Ethereum Classic หรือ Bitcoin กับ Bitcoin Cash แต่เครือข่าย Polkadot ถือเป็นเครือข่ายแรกที่นำเสนอโครงสร้างที่สามารถทำการอัพเกรดบล็อกเชนได้โดยไม่เกิดภาวะ Hard Fork

DOT Token

เหรียญ DOT ก็คือเหรียญคริปโตที่เป็นของเครือข่าย Polkadot ซึ่งตัวเหรียญจะมีบทบาทสำคัญกับเครือข่ายอยู่ 3 อย่างด้วยกัน

  • Governance มอบสิทธิ์ในการควบคุมเครือข่าย — ผู้ที่ถือครองเหรียญ DOT จะได้รับสิทธิ์ในการออกเสียงเพื่อกำหนดทิศทางสำหรับการพัฒนาเครือข่าย
  • Staking ปักเหรียญในระบบเพื่อร่วมเป็นผู้ตรวจสอบ — ผู้ถือครองเหรียญ DOT จะสามารถเลือกได้ว่าจะปักเหรียญ DOT จำนวนหนึ่งไว้ในระบบหรือที่เรียกว่า Staking เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบข้อมูลหรือ Validator ให้กับเครือข่าย ซึ่ง Validator ที่ทำหน้าที่ได้ดีก็จะได้รับเหรียญ DOT ตอบแทน ในทางกลับกันผู้ตรวจสอบที่ทุจริตหรือละเลยหน้าที่ก็อาจถูกระบบยึดเหรียญไป
  • Bonding เชื่อมต่อเครือข่ายเข้าด้วยกัน — เครือข่ายบล็อกเชนที่ต้องการเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่าย Relay Chain ผ่านระบบ Bridge จะต้องทำการฝากเหรียญ DOT เข้าไปในเครือข่ายจำนวนหนึ่งเพื่อที่จะสามารถ Bonding หรือประสานเครือข่ายเข้าด้วยกันได้

ลงทุนพลังงาน ทดแทน : หุ้นพลังงานทดแทน มีอะไรบ้าง?ธุรกิจที่ไม่ติด ‘โควิด’

ลงทุนพลังงาน

ลงทุนพลังงาน หุ้นพลังงานทดแทน มีอะไรบ้าง?

          ลงทุนพลังงาน พลังงานทดแทนถูกพูดถึงมาหลาย 10 ปีแล้ว แต่เทคโนโลยีในการผลิตยังมีต้นทุนที่สูงเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซที่มีการวางรากฐานทางธุรกิจมาเป็นร้อยปี แต่จากหลายๆ ปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบแพงขึ้นในระยะยาว รวมถึงมีความผันผวนทของ ประกอบกับความสำเร็จของรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง Tesla ทำให้พลังงานทดแทนได้รับความสนใจอย่างจริงจังอีกครั้งในปี 2020 ที่ผ่านมา gofx

เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นทำให้ต้นทุนการผลิตพลังงานทดแทนมีราคาถูกลง อีกทั้งแนวโน้วของประเทศพัฒนาแล้วหลายๆ ประเทศทั่วโลกต่างมุ่งที่จะส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดมากยิ่งขึ้น เทรด

ตัวอย่างกรณีของสหราชอาณาจักรที่มีการออกเป็นกฎหมายที่ทางอังกฤษเองต้องผูกพันในหน้าที่ที่จะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้ 80% ภายในปี 2050 หรือ พ.ศ. 2593 นี่คือแนวโน้มที่จะทำให้หุ้นพลังงานทดแทน เป็นหุ้นที่น่าลงทุนในช่วงชีวิตของเรา และในบทความนี้คุณจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับหุ้นพลังงานทดแทน เรียงลำดับดังต่อไปนี้ เทรดเงิน

ทำไมทั่วโลกต้องลงพลังงานทดแทน?

พลังงานทดแทนยังต้องการความช่วยเหลือจากรัฐบาลเป็นอย่างมาก เนื่องจากยังอยู่ในช่วงของการพัฒนาเทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพทัดเทียมกับอุตสาหกรรมน้ำมันดิบดั้งเดิม แน่นอนว่าต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลมาก ๆ แต่เหตุผลที่รัฐบาลของประเทศพัฒนาแล้วจำเป็นต้องลงทุนในด้านนี้ก็เพราะ

  • เหตุผลเชิงจริยธรรม : ด้วยเชื้อเพลิงฟอสซิลที่หมดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากความต้องการพลังงานทั่วโลกที่เพิ่มสูงขึ้น ประเทศที่คำนึงที่ผลกระทบผลในระยะยาวมากกว่าการ “กอบโกย” ผลประโยชน์ จะกลายเป็นประเทศผู้นำด้านพลังงานสะอาด ปกป้องสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ ถือเป็นการตัดสินใจบนฐานของจริยธรรมที่เห็นประโยชน์ของประชาชน Mobet.life
  • ความเร็วของการเติบโตทางเทคโนโลยี : ความเร็วของการเติบโตทางเทคโนโลยี: ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีกำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การลงทุนในทรัพยากรหมุนเวียน จึงมีความน่าเชื่อถือในเรื่องประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และทำให้ต้นทุนต่ำจนเริ่มมมองเห็นความคุ้มค่าในอนาคตมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างน้อยมีประเทศอย่างสหราชอาณาจักร ที่มีเป้าหมายที่จะให้ 15% ของความต้องการพลังงานทั้งหมด มาจากทรัพยากรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • การสร้างงาน : การลงทุนในพลังงานทดแทน กำลังสร้างรายได้ให้กับคนในระบบเศรษฐกิจ มีอย่างน้อย 10 ล้านคนทั่วโลกที่มีงานทำในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตพลังงานหมุนเวียน และเป็นอุตสาหกรรมที่ไม่ได้กระจุกตัวแต่ในเมือง เพราะพลังงานทดแทนยังต้องการความช่วยเหลือจากทุก ๆ ท้องถิ่น และนี่จะสร้างรายได้ให้กับประชากรทั่วโลก
  • ผลกระทบเชิงบวกต่อการค้า : การลงทุนด้านพลังงานทดแทนส่งผลกระทบต่อการค้าในทางบวก ด้วยการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงที่ลดลงทำให้ดุลการค้าของประเทศแข็งแกร่งขึ้น นั่นหมายถึง สามารถลดภาระหนี้สินของประเทศให้เบาลง ซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตของ GDP ในระยะยาวได้ และการลงทุนในด้านนี้ จะสามารถสร้างสินค้าส่งออกใหม่ ๆ ให้กับประเทศได้ด้วย ถ้ามีผู้นำที่มองเห็นโอกาส

หุ้นพลังงานทดแทน

ในต่างประเทศ รัฐบาลจะลงทุนให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ดีต่อการพัฒนาพลังงานทดแทน เช่น การให้เงินสนับสนุนต่าง ๆ ทำให้หลายบริษัทได้รับประโยชน์จากแนวโน้มดังกล่าว ซึ่งเราก็สามารถลงทุนกับบริษัทเหล่านั้นได้ ตอนนี้มีหุ้นพลังงานทดแทนมากมายที่น่าสนใจ ลองสำรวจรายชื่อหุ้นต่อไปนี้ดู

  • Vestas Wind Systems (VWS)
  • SMA Solar Technology (S92)
  • Canadian Solar Inc. (CSIQ)
  • Tesla Motors Inc. (TSLA)

ในกรณีที่คุณต้องการลดความเสี่ยงจากการให้น้ำหนักในหุ้นพลังงานทดแทนมากเกินไป คุณก็สามารถเลือกบริษัทที่ลงทุนในพลังงานทดแทนแทนได้ ซึ่งจะลดความเสี่ยงลง เพราะบริษัทเหล่านี้จะมีรายได้จากการหลากหลายธุรกิจ ไม่ใช่แค่พลังงานทดแทนอย่างเดียว

  • General Electric (GE)
  • Siemens (SIE)
  • SSE PLC (SSE)
  • Cree Inc. (CREE)
  • PG&E Corp. (PCG)

หากคุณสนใจลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศ คุณสามารถทดลองด้วยเงินจำลองก่อนได้โดยไม่ต้องเปิดบัญชีเทรดจริง คุณจะได้ฝึกใช้แฟลตฟอร์มการเทรด MetaTrader 5 บนสภาพแวดล้อมเสมือนจริง ได้ทั้งหุ้น, ค่าเงิน, ทองคำ, น้ำมัน ฯลฯ

ทางเลือกอื่นสำหรับลงทุนพลังงานทดแทน

ความจริงเราสามารถลงทุนได้โดยตรงในพลังงานทดแทน เช่น การติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ ซึ่งในระยะยาวจะค่อย ๆ ลดต้นทุนด้านพลังงานลง และหากคนในท้องถิ่นทำกันเยอะ ๆ ก็จะทำให้กำลังซื้อของคนในท้องถิ่นเพิ่มมากขึ้น ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ

          สำหรับคนที่ไม่สะดวกจะจ่ายเงินแสน ยังมีทางเลือกการลงทุนพลังงานทดแทนผ่าน “ตราสารหนี้” และช่องทางนี้ ยังไม่เป็นที่นิยมในประเทศไทย เพราะจะเป็นลักษณะของการขอระดมทุนผ่าน “พันธบัตรพลังงานหมุนเวียน” เพื่อนำเงินไปลงทุนในกิจการที่เกี่ยวกับพลังงานทดแทนโดยตรง ซึ่งยังไม่ค่อยมีบริษัทในด้านนี้ในไทย เราจึงแนะนำช่องทางการลงทุนผ่าน ETF

กองทุน ETF

ในบทความ ‘ETF คืออะไร‘ อธิบายไว้แล้วว่า ETF คือ กองทุนรวมที่จะรวม “กลุ่มของหุ้น” หรือกลุ่มของตราสารทางการเงิน เข้ามารวมเป็นหน่วยการลงทุนเดียวกัน พูดง่ายๆ คือ เอาหลายๆ หุ้นมารวมไว้เป็นกองทุนเดียวกัน ทำให้นักลงทุนสามารถลงทุนผ่านกองทุน ETF ได้ทีเดียว ไม่ต้องกระจายการลงทุนด้วยตัวเอง

          การลงทุนใน ETF มีความเสี่ยงในเรื่องความผันผวนของราคาเช่นเดียวกันกับการลงทุนในหุ้นพลังงานทดแทนโดยตรง แต่ข้อดีของทั้งหุ้นพลังงานทดแทนและกองทุน ETF พลังงานทดแทน ก็คือการที่เราใช้เงินลงทุนน้อยกว่ามากๆ สำหรับโบรกเกอร์ Admiral Markets เริ่มต้นเปิดบัญชีเทรดเพียง 25 USD เท่านั้น หรือประมาณ 700 บาท ก็ลงทุนได้แล้ว

          ทั้งนี้ กองทุน ETF ที่คุณสามารถเทรดผ่านโบรกเกอร์ Admiral Markets นั้น มีหลากหลายมาก โดยกองทุน ETF ที่เน้นลงทุนในพลังงงานทดแทนและมีความผันผวนพอเหมาะ ไม่มากไม่น้อยสำหรับนักลงทุนทั่วไป ที่น่าสนใจมีดังต่อไปนี้

  • iShares Global Clean Energy (ICLN)
  • Invesco Solar ETF (TAN)
  • First Trust Nasdaq Clean Edge Green Energy ETF (QCLN)

ลิงค์ข้างต้นจะพาคุณไปศึกษารายละเอียดของกองทุน ETF ที่ลงทุนในหุ้นพลังงานทดแทน โดยกระจายความเสี่ยงอย่างรัดกุม ซึ่งจะเน้นลงทุนหุ้นพลังงานทดแทนที่เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค และหลายบริษัทเป็นความร่วมมือจากรัฐบาล ทั้งนี้ข้อดีของการลงทุน ETF ผ่านโบรกเกอร์ Admiral Markets คือ ต่อให้คุณไม่เข้าใจอะไรเลย! คุณก็ยังสามารถเปิดบัญชีทดลองเทรดได้ฟรี ฝึกเทรดได้จนกว่าคุณจะพอใจ ดังนั้นจึงไม่มีความเสี่ยงใดๆ ทั้งสิ้นในขณะที่ทดลองเทรด

  • สามารถเทรดได้เหมือนตลาดจริงทุกประการ
  • สามารถใช้เครื่องมือเทรดและสัมผัสถึงสภาพแวดล้อมแบบบัญชีจริงทุกประการ
  • คำนวณกำไรขาดทุนเหมือนเงินจริงทุกประการ และคำนวณตามราคาตลาดจริงๆ

คุณสามารถลงทุนในหุ้นพลังงานทดแทนทุกตัวพร้อมกันก็ได้ ถ้าเงินไม่พอก็สามารถเติมเงินได้เรื่อยๆ ฝึกเทรดได้ผ่านแพลตฟอร์ม MetaTrader 5 ที่จะช่วยให้คุณสามารถออกแบบประสบการณ์การเทรดของคุณเองได้